ภาษาอังกฤษสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน

อยากเดินทางต่างประเทศมั้ย? คุณทำได้สบายมากเมื่อคุณพูดอังกฤษเป็น! ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลในอุตสาหกรรมการบิน อ่านดูประโยคต่อไปนี้ที่ใช้กันบ่อยๆ ที่สนามบินแล้วคุณจะเดินทางต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ

 

Do you have an e-ticket or a paper ticket? – คำว่า e-ticket ย่อมาจากelectronic ticket หมายถึงตั๋วที่คุณซื้อถูกบันทึกไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของสายการบินแล้ว คุณเพียงแต่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อเช็คอินเท่านั้นเอง ส่วน paper ticket หมายถึงตั๋วกระดาษที่คล้ายๆ กับตั๋วชมคอนเสิร์ต ถ้าคุณทำหาย คุณต้องซื้อใหม่!

Are you checking baggage or carrying on? – Baggage เป็นคำที่ใช้เรียกทุกอย่างที่คุณแพ็ค ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทาง เป้ กล่อง หรืออื่นๆ ถ้าคุณมีกระเป๋าใบใหญ่หรือมีมากกว่าหนึ่งใบ คุณต้อง check กระเป๋าของคุณ และนั่นก็หมายถึงคุณต้องส่งเข้าเก็บในท้องเครื่องบินลำนั้นนั่นเอง ส่วนคำว่า carry-on เป็นคำนามหมายถึงกระเป๋าใบเล็กที่คุณหิ้วขึ้นเครื่องไปกับตัว

Would you like a window or aisle seat? – ไม่ต้องติดแหง็กตรงกลางอีกต่อไป! ถ้าคุณชอบมองออกทางหน้าต่างก็บอกไปว่าคุณขอ window seat. แต่ถ้าคุณอยากลุกยืนยืดแข้งยืดขาหรือstretch your legs อย่างสะดวกก็ให้ขอ aisle seat

Here’s your boarding pass. – คำว่า boarding pass คือเอกสารที่ออกให้เมื่อคุณเช็คอินโดยมีหมายเลขที่นั่งของคุณและหมายเลขประตูขึ้นเครื่องพิมพ์ไว้บนนั้น คุณจำเป็นต้องมีเอกสารสำคัญอันนี้เพื่อผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องของคุณ

Is this flight non-stop or does it have a layover? – คำว่า layover หมายถึงหยุดระหว่างทางก่อนไปถึงปลายทาง ส่วนคำว่าNon-stop หมายถึงบินรวดเดียวไปถึงปลายทางเลยโดยไม่ต้องหยุดพักที่ใดก่อน

After the security check, board your flight at gate 3. – คำว่า security check หมายถึงที่ๆ คุณพร้อมกระเป๋าหิ้วติดตัวที่คุณมีต้องผ่านการตรวจหาสิ่งของต้องห้ามที่เป็นอันตราย ส่วนคำว่า Gate หมายถึงพื้นที่ๆ คุณนั่งรอก่อน boardหรือขึ้นเครื่องบินลำของคุณนั่นเอง

Is my flight delayed or on-time? – เมื่อเที่ยวบินของคุณจะออกช้าก่อนกำหนด คุณจะได้ยินประกาศว่าเที่ยวบินนั้นdelayed ส่วน On-time หมายถึงเครื่องบินจะออกตรงเวลาที่กำหนดไว้

Pick up your bags at baggage claim. – Baggage claim เป็นที่ๆ คุณไปรับ checked baggage คืน ซึ่งก็หมายถึงกระเป๋าที่คุณไม่ได้หิ้วติดตัวตอนขึ้นเครื่องนั่นเอง

 

ที่มา : http://www.englishtown.com/community/Channels/article.aspx?articleName=127-fly

ภาพสวยๆ ในวันหิมะตก ที่อังกฤษ

A train passes through snow-covered countryside near Crowhurst, East Sussex

Snow blankets the Hotwells and Clifton areas of Bristol

A family of snowmen on Box Hill, Surrey

Sledges on Dartmoor, Devon

A woman walks down a hill in Bristol, where snow fell overnight

James Egerton is pulled on his sledge by his dog at a park in Bingham, Nottinghamshire

Snow-covered houses in Burton upon Trent

A squirrel takes a nut from a visitor’s hand in York’s Museum Gardens

A woman walks along a snow-covered path outside York Minster

Heavy snow falls as a train leaves Winchfield station in Hampshire

A red panda in a snow-covered tree at Bristol zoo

Snow ploughs clear the runway at Gatwick airport

————————————————————————————————————————-

ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/entertainment_api/2206728/

Dia Frampton – Walk Away (Lyrics)

เพลงสากลน่ารักๆ

Congratulations! SW students

ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆรั้วแดง-เหลืองทุกคนที่ผ่านข้อเขียนโควตา มช และ มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน

http://www3.reg.cmu.ac.th/quota/56/interview/list.php?sch_code=05102&univ_code=1

ประกาศผลสอบข้อเขียน โควตาภาคเหนือ ประจำปีการศึกษา 2556

ผลสอบโควตา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกมาได้สักพักแล้ว ผลเป็นยังไงกันบ้างคะ

ใครที่ยังไม่ได้ดู สามารถเข้าไปเช็คได้ตามเว็บข้างล่างนี้

http://www3.reg.cmu.ac.th/quota/56/interview/

ท่องเที่ยวช่วงวันคริสต์มาส | 10 เมืองน่าเที่ยวในช่วงวัน Christmas

เมื่อเอ่ยถึงเทศกาลคริสต์มาสนอกจากจะเป็นเทศกาลสำคัญทางศาสนาของชาวคริสเตียนแล้ว ในประเทศทางฝั่งตะวันตกยังถือว่าเทศกาลคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาที่หลาย ๆ คนรอคอยกันอีกด้วย เพราะถือเป็นเทศกาลหยุดยาวของชาวตะวันตกเค้าซึ่งในช่วงเวลานี้เองชาวตะวันตกหลาย ๆ คนจะวางแผนเพื่อไปพักผ่อนเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสในต่างประเทศกัน บ้างก็จะบินไปท่องเที่ยวในเขตเอเชีย เพื่อต้องการหนีสภาพอากาศที่หนาวกันค่ะ แต่ล่าสุดทาง CNN Go จัดอันดับ 10 เมืองที่น่าไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่จะถึงนี้มากที่สุด ลองไปดูกันคะว่ามีที่ไหนกันบ้าง

ซานฮวน เปอร์โตริโก
อันดับ 10 ซานฮวน เปอร์โตริโก

เหตุผลที่คุณควรไป : เพราะที่มีเค้ามีเทศกาลคริสต์มาสมาราธอนหน่ะสิ ! จะไม่ให้เรียกว่ามาราธอนได้อย่างไรในเมื่อที่ Puerto Rico เค้าเริ่มเทศกาลกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนยาวไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมเลยทีเดียว

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : ร่วมร้องเพลงในช่วงเทศกาล ลิ้มรสไก่งวงรสเลิศ พร้อม ๆ กับนั่งดูการจุดพลุไฟทุก ๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันคริสต์มาสอีฟชาวเปอร์โตริกันจะเข้าร่วมพิธีมิสซาหมู่ร่วมกัน จากนั้นในวันสิ้นปีรัฐบาลจะจัดงานส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ ประชาชนจะร่วมกันทานองุ่น 12 ผล เพราะสื่อถึงความโชคดี
แต่งานที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คงต้องยกให้วันที่ 6 ม.ค. เพราะถือว่าเป็นวัน Three Kings Day ซึ่งในวันนี้เด็ก ๆ จะได้รับของขวัญฟรี ที่ทำเนียบรัฐบาลของเปอร์โตริโก้

ลอนดอน อังกฤษ

อันดับ 9 ลอนดอน อังกฤษ

เหตุผลที่คุณควรไป : ว่ากันว่าที่มีเป็นแหล่งชุมชนของซานต้า ที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด :ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่ห้ามพลาดจะเหมาะกับบรรดาคุณพ่อคุณแม่เสียมากกว่าเพราะมีกิจกรรมที่บรรดาคุณหนู ๆ จะได้สนุกสนานกับคุณซานต้ามากมายเต็มไปหมด

นิวยอร์ค อเมริกา

อันดับที่ 8 นิวยอร์ค อเมริกา

เหตุผลที่คุณควรไป : ว่ากันว่าตราบใดที่ไม่มีการเปิดไฟที่ต้นคริสต์มาสที่สูงกว่า 8 กิโลเมตรที่ตึก ร็อคกี้ เฟลเลอร์ นั่นก็แสดงว่ายังไม่ถึงวันคริสต์มาสที่แท้จริง

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : นอกจากการร่วมชมไฟที่แสงสว่างจากต้นคริสต์มาสยักษ์ที่ตึกร็อคกี้ เฟลเลอร์ แล้ว อย่าพลาดเล่นสเก็ตน้ำแข็งที่ลานหน้าตึกด้วย และที่สำคัญหากคุณไม่อยากพลาดเมื่อมานิวยอร์คให้คุณเดินช้อปปิ้ง (หรือจะแค่เดินเล่น เราก็ไม่ว่ากันนะ) จาก Bloomingdale ผ่าน Barneys, Bergdorf Goodman, Saks และ Macy’s ไม่อย่างนั้นถือว่ามานิวยอร์คไม่จริง !!!

โตเกียว ญี่ปุ่น

อันดับที่ 7 โตเกียว ญี่ปุ่น

เหตุผลที่คุณควรไป : แม้ว่าที่ฟุคุชิมะจะเพิ่งผ่านพ้นจากภัยพิบัติมาก็ตาม แต่ที่โตเกียวนั้นมีการประดับประดาไฟตามท้องถนนอย่างสวยงาม

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : แน่นอนนอกจากปาร์ตี้ในวันคริสต์มาสแล้ว การเดินเล่นดูไฟที่ประดับประดาตามท้องถนนหรือตึกรามบ้านช่องต่าง ๆ เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาด โดยเฉพาะที่ตึกรปปองหงิ ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความงดงามของการประดับไฟ

มูอองส์ ซาร์ตูซ์ ฝรั่งเศส

อันดับที่ 6 มูอองส์ ซาร์ตูซ์ ฝรั่งเศส

เหตุผลที่คุณควรไป : เพราะงาน Christmas figurine fair ถือเป็นงานเทศกาลเฉลิมฉลองในช่วงคริสต์มาสที่มีมาอย่างยาวนาน มากเสียจนคุณควรจะต้องไปลองไปสักครั้งในชีวิต

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : แน่นอนว่านอกจากนักท่องเที่ยวจะตื่นตาตื่นใจไปกับงานเทศกาลแล้ว พวกเขายังสามารถร่วมโชว์ภายในงานด้วยก็ได้

ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

อันดับที่ 5 ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

เหตุผลที่คุณควรไป : ถ้าคุณเบื่อการฉลองเทศกาลคริสต์มาสพร้อมอากาศหนาวสุดขั้วแล้วล่ะก็ ไม่ลองฉลองคริสต์มาสบนชายหาด พร้อมจิบเบียร์เย็น ๆ ไปด้วยล่ะ

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : แน่นอนว่าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสนั้นชาวตะวันตกจะต้องอยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น กลับกันที่ซิดนีย์ ที่นี่ก็มีการฉลองเทศกาลคริสต์มาสเช่นเดียวกับชาวตะวันตก แต่ต่างกันตรงที่ที่นี่อากาศกำลังดี ทำให้ที่นี่จัดงานฉลองเทศกาลคริสต์มาสกลางชายหาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงาน sunburnt christmas ที่ขึ้นชื่อลือชา ถ้าคุณเบื่อฉลองเทศกาลคริสต์มาสท่ามกลางหิมะแล้วล่ะก็ การฉลองคริสต์มาสกลางชายหาดก็เป็นความคิดที่ไม่เลวใช่มั้ยล่ะ

เวโรน่า อิตาลี

อันดับที่ 4 เวโรน่า อิตาลี

เหตุผลที่คุณควรไป : เพราะนอกจากที่นี่จะมีเทศกาลการฉลองที่โด่งดังไม่แพ้ที่อื่นแล้ว ที่นี่ยังเป็นถิ่นกำเนิดของโรมิโอกับจูเลียตอีกหน่ะสิ

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : นอกจากการเดินชมงานโชว์ศิลปะ ตลาดท้องถิ่น หรือการแสดงโชว์ต่าง ๆ คุณไม่ควรพลาดการชมปราสาท Malcesine เพราะที่นี่เค้าจะเนรมิตรให้เป็นปราสาทของซานต้าแค่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงเรื่องราวการประสูติของพระเยซูผ่านปิวน้ำที่ทะเลสาบ Garda อีกด้วย

เรกยะวิก ไอซ์แลนด์

อันดับที่ 3 เรกยะวิก ไอซ์แลนด์

เหตุผลที่คุณควรไป : เพราะที่นี่เป็นแหล่งตำนาน ซานต้า กริมม์ และเอลฟ์ในแบบชาวไอซ์แลนด์เอง

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : ห่างจากตัวเมืองเรกยะวิกไม่ไกลนักเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน ฮาฟนาร์ฟยอร์ดูร์ (Hafnarfjördur ) หรือเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นหมู่บ้านเอลฟ์ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่หมู่บ้านแห่งนี้จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่พร้อมชมสินค้าค้าพื้นเมืองที่ถือเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวเอลฟ์อีกด้วย

เวียนนา ออสเตรีย

อันดับที่ 2 เวียนนา ออสเตรีย

เหตุผลที่คุณควรไป : เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองแห่งความโรแมนติก ถ้าคุณอยากใช้ช่วงคริสต์มาสกับคนรัก ทำไมจะไม่มาที่นี่ล่ะ

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : นอกจากเทศกาลเฉลิมฉลองในเมืองที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงามแล้ว การตะเวณชิมอาหารเลิศรสไม่ว่าจะเป็นขนมปังขิง ถั่วอัลมอนด์อบ ไส้กรอกต้นตำหรับ เม็ดเกาลัดหวาน พร้อมจิบไวน์ร้อน ๆ รับรองคริสต์มาสนี้สุขยิ่งกว่าคริสต์มาสปีไหน ๆ แน่นอน

นูเรมเบิร์ก เยอรมนี

อันดับที่ 1 นูเรมเบิร์ก เยอรมนี

เหตุผลที่คุณควรไป : แน่นอนเพราะที่นี่มี Nuremberg Christmas market ที่นอกจากจะใหญ่โตแล้ว ยังดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านคนแวะมาเยี่ยมเยือนทุก ๆ ปี

กิจกรรมโดน ๆ ที่ห้ามพลาด : ที่นี่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยจริง ๆ บรรดาคุณพ่อคุณแม่จะเพลิดเพลินกับการซื้อหาของที่ตลาดคริสต์มาส ในขณะที่เด็ก ๆ จะสนุกสนานกับพิพิธภัณฑ์ของเล่น ส่วนคุณตาคุณยายหรือคุณปู่คุณย่าก็ยังสามารถเดินชมความหลังกับพิพิธภัณฑ์รถไฟได้อีกด้วย

ที่มา : CNN Go

thanks : http://blog.th.88db.com/?p=18215

สโตนเฮนจ์ ปริศนาหินพิศวง

Stonehenge
Stonehenge
สโตนเฮนจ์ Stonehenge

Stonehenge ปริศนาหินพิศวง

สถาปัตยกรรมหินพิศวง สโตนเฮนจ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่หนักถึง 30 ตัน จำนวน 112 ก้อน ถูกวางตั้งเรียงรายราว 3 กิโลเมตร เป็นวงกลมกลางทุ่งกว้างใหญ่ ซ้อนกัน 3 วง บางก้อนนอน บางก้อนตั้งตรง บางก้อนซ้อนทับอยู่บนยอดก้อนหินที่ตั้งอยู่สองก้อน ไม่มีใครทราบว่าเอามาตั้งเพื่ออะไร และนำเอามาอย่างไร มันตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบซาลิสบิวรี ในเขตวิลท์เชอร์ (Wiltshire) ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษมากว่า 5,000 ปีล่วงมาแล้ว

นับว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชวนพิศวง แสดงให้เห็นถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานของชนเผ่าเร่ร่อนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นวิวัฒนาการความก้าวหน้าหรือความเสื่อมถอยของชนเผ่าในยุคนั้น รวมถึงพิธีกรรมความเชื่อในไสยศาสตร์ ก่อนที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสร้าง สโตนเฮนจ์ จะถูกเปิดเผย ได้มีการตั้งข้อสมมุติฐานต่าง ๆ นานา บ้างก็คิดว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาไว้ป้องกันข้าศึก หรืออาจจะเป็นสุสานหรือวิหารที่บูชาเทพจันทรา

ขณะที่นักวิชาการและนักโบราณคดีบางกลุ่มเชื่อว่ามันเป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน บ้างก็ว่าใช้เป็นที่ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์ บางกลุ่มเชื่อว่าเป็นที่ประกอบพิธีฝังศพ หรืออาจจะเป็นสถานที่สำหรับเยียวยาผู้ป่วย เพราะบริเวณนี้พบกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บมากผิดปกติ

Stonehenge
สโตนเฮนจ์ Stonehenge

ส่วนนักดาราศาสตร์ก็อ้างว่า สามารถถอดรหัสแนวหิน สโตนเฮนจ์ ได้ว่าเป็นเครื่องคำนวณเวลายุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวหินกลุ่มก้อนต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น แม้ทฤษฏีทั้งหลายจะมีตัวเลข และสถิติผลการวิจัยสนับสนุน แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่ง สโตนเฮนจ์ ได้อย่างสมบูรณ์

อาจารย์เจอรัลด์ เอส.ฮอว์กินส์ นักดาราศาสตร์ กล่าวว่า ลักษณะการเรียงตัวของสโตนเฉนจ์นั้นเป็นไปในแนวเดียวกับวงโคจรของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ดังนั้น เจ้าสิ่งนี้มันก็เป็นเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถพยากรณ์การเกิดสุริยุคราส หรือจันทรคราสได้

การก่อสร้าง สโตนเฮนจ์ นั้น ทำสืบเนื่องกันมาถึง 3 ระยะ ในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี โดยคำนวณอายุได้จากการใช้กัมมันตภาพรังสี ในระยะแรกของการก่อสร้าง ผู้สร้างน่าจะเป็นพวกนักล่าสัตว์หรือชาวนาที่อพยพมาจากภาคพื้นทวีปได้สร้างมันเป็นรูปวงกลมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 11 กิโลเมตร

Heel StoneHeel Stone

โดยรอบนอกพวกเขาขุดหลุมเอาไว้ด้วยพลั่วที่ทำจากเขากวางและกระดูกไหปลาร้าวัว ภายในหลุมก็จะใส่หินปูนสีขาวไว้ และเชื่อกันว่าแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนหินในช่วงฤดูร้อนนั้น จะช่วยส่งเสริมพลังอำนาจให้กับผู้ประกอบพิธีบูชาเทพเจ้า ส่วนตรงปากทางเข้าจะมี หินฮีล (Heel Stone) วางตั้งอยู่ จะสังเกตได้ว่าหินที่อยู่ในวงกลมจะตั้งอยู่ในแนวเดียวกันกับหินที่อยู่รอบนอก

ความลึกลับชวนค้นหานั้นเอง ทำให้ สโตนเฮนจ์ ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของอังกฤษ แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมากมายจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลมาเยี่ยมเยียนชมกลุ่มหินประหลาดนี้เป็นจำนวนมาก

Stonehenge สโตนเฮนจ์ Stonehenge

ความน่าพิศวงอีกอย่างหนึ่งของ สโตนเฮนจ์ ก็คือบริเวณรอบ ๆ นั้น เป็นทุ่งกว้างไม่มีภูเขาหรือสิ่งก่อสร้างด้วยก้อนหินอื่น ๆ จึงเป็นปริศนาว่าหินยักษ์เหล่านี้ มาจากที่ไหน และด้วยความหนักและใหญ่ของหินแต่ละก้นจึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ หากมนุษย์เรายังไม่มีเครื่องทุ่นแรงจะยกหรือลากมันมาได้

จึงมีความเชื่อของคนบางกลุ่มว่า สโตนเฮนจ์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาว สร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางประการ เช่น เดียวกับที่หมู่บ้าน Avebury ซึ่งอยู่ไกลจาก สโตนเฮนจ์ไปประมาณ 25 กิโลเมตร ที่ Avebury แห่งนี้เองมีลักษณะคล้ายกับสโตนเฮนจ์ มีหินขนาดใหญ่วางเรียงห่าง ๆ กันเป็นวงกลมชั้นเดียว เรียกกันว่า Avebury Stone Circles ถึงจะดูไม่ยิ่งใหญ่ อลังการเท่าสโตนเฮนจ์ ก็สามารถสัมผัสอย่างใกล้ชิดได้

Stonehenge สโตนเฮนจ์ Stonehenge

เรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ เขานำหินเหล่านี้มาวางไว้ตรงนี้ได้อย่างไร เพราะคงต้องใช้คนนับพันเพื่อที่จะลากมันมาจากไหนสักแห่ง หินเหล่านี้ถูกนำมาจากหลายแห่งด้วยกัน ซึ่งหินซาร์เซนน่าจะถูกชักลากมาจากทุ่ง มาร์ลโปรโรดาวนส์ ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุด สันนิษฐานว่ามาจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์ โดยใช้แพลำเสียงล่องมาตามชายฝั่ง แล้วชักลากต่อมาทางบก ใช้เวลายาวนานถึง 7 ปี เต็มกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น จากนั้นหินขนาดใหญ่เหล่านี้ ก็ถูกนำมาประกอบขึ้นด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของมนุษย์ ถือเป็นความมหัศจรรย์แห่งสถาปัตยกรรมของมนุษยชาติที่น่ายกย่องสรรเสริญ

– – – – – – – – – – – – – – – 

ที่มา : http://travel.kapook.com/view16233.html